Premium Deep plane facelift Dr.Kook technique ( no scar )

โปรแกรม Facelift Surgery ของ Dr.Kook Clinic ดีกว่าที่อื่นอย่างไร

การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift Surgery หรือ Rhytidectomy) ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการดึงผิวหนังให้ตึง แต่เป็นการฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้าในระดับลึก เพื่อให้ใบหน้ากลับมาดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติและคงผลลัพธ์ได้ยาวนานกว่า

แนวคิดของ Modern Facelift คือการยกโครงสร้างชั้นลึกของใบหน้า (Deep Structural Rejuvenation) มากกว่าการดึงผิวหนังเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดจากผิวหนังเท่านั้น แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของหลายโครงสร้าง ทั้งผิวหนัง ไขมัน เอ็นยึดใบหน้า (Retaining Ligaments) ชั้น SMAS และกระดูกใบหน้า แนวคิดนี้ช่วยให้ผลลัพธ์ดูอ่อนเยาว์ กลมกลืน และลดโอกาสเกิดใบหน้าที่ตึงแข็งผิดธรรมชาติ (Wind Tunnel Face) โดยหลักการสำคัญของการผ่าตัดดึงหน้าสมัยใหม่ ประกอบด้วย

  • Reposition ย้ายเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยกลับสู่ตำแหน่งเดิม
  • Restore Volume เติมเต็มปริมาตรที่สูญเสียไปในบริเวณที่เหมาะสม
  • Tighten ยกและกระชับโครงสร้างชั้นลึกของใบหน้า
  • Remove Excess Skin ตัดเฉพาะผิวหนังส่วนเกิน โดยไม่สร้างแรงตึงบนผิวหนังมากเกินไป

โปรแกรม Facelift Surgery คืออะไร?

Facelift Surgery (Rhytidectomy) หรือ “การผ่าตัดดึงหน้า” เป็นศัลยกรรมที่ช่วยฟื้นฟูความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ โดยมีเป้าหมายเพื่อคืนโครงสร้างของใบหน้าให้กลับมาใกล้เคียงกับช่วงวัยที่อ่อนเยาว์ เมื่ออายุมากขึ้น ความหย่อนคล้อยจะเกิดขึ้นในหลายชั้นของใบหน้า ได้แก่

  • ผิวหนังสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน
  • ไขมันบนใบหน้าฝ่อและเคลื่อนตัวลง
  • เอ็นยึดใบหน้า (Retaining Ligaments) คลายตัว
  • ชั้น SMAS หย่อนลง
  • กระดูกใบหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงตามวัย (Bone Resorption)

ดังนั้น การดึงผิวหนังเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การผ่าตัดดึงหน้าสมัยใหม่จึงมุ่งเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้าในระดับลึก เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ได้ยาวนาน ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดดึงหน้ามีหลายเทคนิค โดยแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับระดับความหย่อนคล้อยและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล ได้แก่

  • Skin-only Facelift ดึงเฉพาะผิวหนัง ข้อดีคือผ่าตัดง่าย ใช้เวลาสั้น แต่ผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน และไม่สามารถแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยของชั้น SMAS ได้ จึงไม่นิยมใช้เป็นเทคนิคหลักในปัจจุบัน
  • SMAS Plication เป็นการพับและเย็บชั้น SMAS เพื่อช่วยยกกระชับใบหน้า เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ให้การฟื้นตัวค่อนข้างเร็วและบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อย
  • SMASectomy เป็นการตัดชั้น SMAS บางส่วนแล้วเย็บใหม่ เพื่อให้แรงยกมากกว่าเทคนิค SMAS Plication
  • Extended SMAS Facelift เป็นการเลาะและยกชั้น SMAS ในบริเวณกว้าง ช่วยยกกระชับบริเวณแก้ม แนวกราม (Jawline) และลำคอ พร้อมให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้ยาวนานกว่า
  • Deep Plane Facelift เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมในศัลยกรรมตกแต่งสมัยใหม่ โดยยกชั้น SMAS พร้อมไขมันและเอ็นยึดใบหน้าบางส่วนเป็นชั้นเดียวกัน ช่วยให้เคลื่อนเนื้อเยื่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ ลดแรงตึงที่ผิวหนัง และฟื้นฟูบริเวณแก้ม ร่องแก้ม และแนวกรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เป็นเทคนิคที่มีความซับซ้อนและควรทำโดยศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เนื่องจากมีโครงสร้างสำคัญ เช่น กิ่งของเส้นประสาทใบหน้า (Facial Nerve) อยู่ในบริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้ แนวแผลผ่าตัดมักซ่อนอยู่บริเวณ ขมับ หน้าใบหู หลังใบหู และแนวไรผม เพื่อช่วยลดการสังเกตเห็นรอยแผลหลังการผ่าตัด ในบางกรณี การผ่าตัดดึงหน้าอาจทำร่วมกับหัตถการอื่น เพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมดุลและกลมกลืนมากยิ่งขึ้น เช่น Upper Blepharoplasty, Lower Blepharoplasty, Brow Lift, Temporal Lift, Neck Lift, Fat Grafting, Lip Lift หรือการฟื้นฟูคุณภาพผิวด้วยเลเซอร์

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำโปรแกรม Facelift Surgery ของ Dr.Kook Clinic

การผ่าตัดดึงหน้าไม่ได้หยุดกระบวนการแก่ แต่ช่วย “ย้อนเวลา” ของใบหน้าให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ขึ้น พร้อมคงเอกลักษณ์ของใบหน้าไว้ เมื่อแก้ไขโครงสร้างใบหน้าในระดับลึกอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยผลลัพธ์ที่คาดหวัง ได้แก่

  • กรอบหน้าดูชัดขึ้น
  • แก้มยกกระชับขึ้น
  • ร่องแก้มดูตื้นขึ้น
  • มุมปากดูยกขึ้น
  • ลำคอดูกระชับมากขึ้น
  • ใบหน้าดูสดใสและอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ผลลัพธ์ดูกลมกลืน ไม่ตึงแข็งจนผิดธรรมชาติ

ขั้นตอนการรักษาของโปรแกรม Facelift Surgery

Step 1

ปรึกษาและประเมินโดยแพทย์

วิเคราะห์ระดับความหย่อนคล้อย คุณภาพของผิว และโครงสร้างใบหน้าโดยรวม

Step 2

วางแผนการรักษา

เลือกแนวทางการผ่าตัดให้เหมาะกับปัญหาและระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคล

Step 3

ดำเนินการผ่าตัด

ฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้าในระดับลึก พร้อมแก้ไขความหย่อนคล้อยตามแผนการรักษา

Step 4

ตัดผิวหนังส่วนเกินและเย็บปิดแผล

ซ่อนแนวแผลบริเวณขมับ หน้าใบหู หลังใบหู และแนวไรผม เพื่อลดการสังเกตเห็นรอยแผล

Step 5

ดูแลหลังผ่าตัด

ติดตามอาการ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลแผลและการพักฟื้น

Step 6

ติดตามผลการรักษา

ประเมินการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง

รวมภาพรีวิวทำศัลยกรรมเสริมจมูก

ประเภทห้องพัก

Q&A คำถามยอดนิยมที่หลายคนอยากรู้ก่อนตัดสินใจทำ Facelift Surgery

Q : Facelift Surgery เหมาะกับใครบ้าง?

A : เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอในระดับปานกลางถึงมาก เช่น แก้มหย่อน ร่องแก้มลึก กรอบหน้าไม่ชัด หรือคอหย่อน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

A : ไม่สามารถหยุดกระบวนการแก่ตามธรรมชาติได้ แต่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างใบหน้าให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ขึ้น และทำให้ใบหน้ายังคงดูอ่อนวัยกว่าการไม่ได้รับการรักษา

A : แนวแผลมักซ่อนอยู่บริเวณขมับ หน้าใบหู หลังใบหู และแนวไรผม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ช่วยลดการสังเกตเห็นรอยแผลเมื่อแผลฟื้นตัว

A : โดยทั่วไป ช่วง 48–72 ชั่วโมงแรกจะมีอาการบวมและช้ำค่อนข้างมาก หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น โดยสามารถกลับไปทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ ขณะที่ผลลัพธ์จะค่อย ๆ เข้าที่มากขึ้นในช่วง 1–3 เดือน และใกล้เคียงผลลัพธ์สุดท้ายภายในประมาณ 6–12 เดือน